วิถีประชาธิปไตย กับการพัฒนาจริยธรรม

 

โดย มติชน วัน จันทร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2550 04:19 น.

 

 

 

 

โดย กฤษณา พันธุ์มวานิช

เรากำลังจะมีรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และดำเนินชีวิตแบบประชาธิปไตยตั้งแต่นั้นมา นับเวลาถึงปัจจุบันประมาณ 75 ปี

แต่ลักษณะอุปนิสัย ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนแนวความคิดของคนไทย ยังไม่พัฒนาถึงขนาดที่จะมีประชาธิปไตยเต็มรูปแบบได้ การปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ย่อมกะพร่องกะแพร่งบ้างเป็นธรรมดา

ดังนั้นเราจะต้องช่วยกันปูพื้นฐาน วิถีประชาธิปไตย และ พัฒนาจริยธรรม ที่สอดคล้องกับวิถีประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราให้ได้ด้วย การปูพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยมีหลักสำคัญดังนี้

วิถีประชาธิปไตยประการที่ 1 เอาเหตุผลและความรู้จากประสบการณ์เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เหตุผลที่ว่านี้ต้องเป็นเหตุผลที่ทุกฝ่ายรับได้ และไม่ขัดต่อมติของปวงชนในสังคมจะใช้เหตุผลเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้ คือ ในการติดต่อสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ได้ในสังคมเราใช้เหตุผล เคารพเหตุผลทั้งของเขาและของเรา และควรใช้ความรู้สึกที่ได้มาจากประสบการณ์ในอดีตเป็นหลัก ถ้ารู้ว่าทำอย่างไรไว้ไม่ดีในอดีตก็ต้องเลิกทำในปัจจุบันและอนาคต ถ้าสิ่งใดความรู้สึกจากประสบการณ์ในอดีตบอกเราว่าเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย เราก็เอาความรู้นั้นมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คน

วิถีประชาธิปไตยประการที่ 2 ให้ความสำคัญแก่เอกชนพร้อมๆ กับการเคารพมติมหาชน คือ เราต้องให้ความสำคัญแก่เอกชนพร้อมๆ กับการเคารพมติมหาชน และทำตามมติมหาชน เพราะเอกชนรวมกันเป็นมหาชน ถ้าเอกชนไม่มีความสุข มหาชนจะมีความสุขได้อย่างไร ในระบอบประชาธิปไตยมีเสียงคัดค้านได้ทุกเมื่อ ถ้าคนส่วนใหญ่คัดค้านรัฐบาล ก็ต้องลาออกไป ไม่มีสิทธิห้ามการคัดค้าน การดำเนินชีวิตประจำวัน ตามวิถีประชาธิปไตยเราต้องยอมรับว่า ไม่มีทางที่จะให้ถูกใจคนทุกคน แต่ควรระวังอย่าให้ไม่ถูกใจคนส่วนใหญ่ก็แล้วกัน

วิถีประชาธิปไตยประการที่ 3 คือเราถือว่ารัฐเป็นเพียงเครื่องมือของประชาชน รัฐต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รัฐเป็นนาย ประชาชนเป็นทาส วิถีประชาธิปไตย คือ วิถีทางของประชาชนผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน การพัฒนาจริยธรรมหรือทัศนคติหรือค่านิยม และหลักของความประพฤติในสังคมประชาธิปไตยจึงต้องสอดคล้องกับมติของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

วิถีประชาธิปไตยประการที่ 4 การใช้ความสมัครใจเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่การบีบคั้นหรือบังคับเพราะการบีบคั้นน้ำใจกันทุกรูปแบบเป็นเผด็จการ

วิถีประชาธิปไตยประการที่ 5 คือ การเคารพปฏิบัติตามกฎหมายและยึดหลักการของกฎหมาย และความเป็นธรรมในสังคม เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เมื่อมีกฎหมายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ดีไม่ทำให้สังคมมีความสุข ขาดความเป็นธรรม ต้องหาทางยกเลิกกฎหมายเสียก่อน ไม่ใช่ปฏิบัติตามกฎหมายเฉยๆ อย่างนั้นเอง ด้วยความไม่พอใจในสาระของกฎหมาย

วิถีประชาธิปไตยประการที่ 6 ถือว่า วิธีการ มีความสำคัญไม่น้อยกว่าผลสำเร็จ บั้นปลายของงานที่ทำ ดังนั้นจะทำสิ่งใดไม่ใช่สักแต่ให้สำเร็จ จะใช้วิธีอย่างไรก็ได้อย่างนั้นไม่ใช่วิถีประชาธิปไตยถ้าวิธีการทำงานนั้นไร้ความเป็นธรรม และไม่สมเหตุผล ความสำเร็จหากจะมีก็ไม่ใช่สิ่งที่คนในวิถีประชาธิปไตยจะยกย่องนับถือ

วิถีประชาธิปไตยประการที่ 7 การให้โอกาสแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้สิทธิที่จะอภิปราย หรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัวประกอบ หรือให้เขาออกความเห็นก่อนที่จะเรียกร้องให้เขาตกลงใจไม่ว่าในเรื่องใดๆ เพราะในโลกเสรีประชาธิปไตยนั้น ความคิดเห็นของแต่ละคนมีความสำคัญทั้งนั้น ไม่ใช่จะรับฟังแต่ความคิดของผู้มีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียวก็เป็นการเพียงพอ

วิถีประชาธิปไตยประการที่ 8 ได้แก่การเคารพในสิทธิอันเสมอภาคกันของมวลมนุษยชาติโดยต้องถือว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันฐานันดรศักดิ์ ชาติกำเนิด ตำแหน่งหรือฐานะ ทั้งในทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างใดก็ตามไม่ก่อให้เกิดอภิสิทธิ์แก่บุคคลใด จนเป็นเหตุให้บุคคลนั้นเหนือผู้อื่น ตรงกันข้ามคนทุกคนต้องมีความเสมอภาคกัน

อย่างน้อยที่สุดเสมอภาคในสิทธิขั้นมูลฐาน ในฐานะที่เป็นมนุษยชาติด้วยกัน

ในโลกของเผด็จการนั้น บุคคลไม่มีทางที่จะเท่าเทียมกัน พวกพ้องของผู้มีอำนาจย่อมเป็นใหญ่และมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นเสมอ นี่เองก็คือ ความแตกต่างกันระหว่างวิถีประชาธิปไตยกับวิถีทางแห่งเผด็จการ

ประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนนั้น เป็นการเตือนให้รู้สึกตัวว่า คุณภาพของประชาธิปไตยอยู่ที่คุณภาพของประชาชน คุณภาพของประชาธิปไตยวัดได้จากผู้ปกครอง เมื่อประชาชนเป็นผู้ปกครอง บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยจะมีคุณภาพแค่ไหน ก็อยู่ที่คุณภาพของประชาชนเป็นสำคัญ พระธรรมปิฎกได้นิยามประชาธิปไตยโดยให้ความสำคัญในแง่คุณภาพของประชาธิปไตยเป็นหลัก โดยเน้นว่า

ถ้าประชาชนมีคุณภาพดี ประชาธิปไตยก็มีคุณภาพดีด้วย ถ้าประชาชนมีคุณภาพต่ำ ประชาธิปไตยก็จะเป็นประชาธิปไตยอย่างเลวด้วย เพราะว่า คุณภาพของประชาธิปไตย ขึ้นต่อคุณภาพของประชาชน แล้วคุณภาพของประชาชนขึ้นต่ออะไร ก็ขึ้นต่อการศึกษา เพราะการศึกษาจำเป็นต่อประชาธิปไตย หรือพัฒนาประชาชนให้ทำหน้าที่หรือใช้อำนาจตัดสินใจอย่างได้ผลดี คือ ให้เสียงข้างมากที่จะใช้วินิจฉัย เกิดจากการตัดสินใจของคนที่เป็นบัณฑิต หมายถึง คนดีมีสติปัญญาและให้การตัดสินใจของคนที่เกิดจากความต้องการที่มาประสานกับปัญญาที่รู้

และให้เลือกเอาสิ่งที่ถูกต้องดีงามจริงแท้ และเป็นประโยชน์แท้จริง

...เรียบเรียงจากบทความจากหนังสือความรู้คู่คุณธรรม เขียนโดย นายภิญโญ สาธร

บทความเรื่องความคิดทางการเมือง:ประชาธิปไตย ตามแนวคิดพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)