|
||
|
|
||
|
โดย มติชน วัน จันทร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2550
|
|
|
|
|
เรากำลังจะมีรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และดำเนินชีวิตแบบประชาธิปไตยตั้งแต่นั้นมา
นับเวลาถึงปัจจุบันประมาณ 75 ปี แต่ลักษณะอุปนิสัย
ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนแนวความคิดของคนไทย ยังไม่พัฒนาถึงขนาดที่จะมีประชาธิปไตยเต็มรูปแบบได้
การปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ย่อมกะพร่องกะแพร่งบ้างเป็นธรรมดา ดังนั้นเราจะต้องช่วยกันปูพื้นฐาน
วิถีประชาธิปไตย และ พัฒนาจริยธรรม ที่สอดคล้องกับวิถีประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราให้ได้ด้วย
การปูพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยมีหลักสำคัญดังนี้ วิถีประชาธิปไตยประการที่
1 เอาเหตุผลและความรู้จากประสบการณ์เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เหตุผลที่ว่านี้ต้องเป็นเหตุผลที่ทุกฝ่ายรับได้
และไม่ขัดต่อมติของปวงชนในสังคมจะใช้เหตุผลเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้ คือ ในการติดต่อสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ได้ในสังคมเราใช้เหตุผล
เคารพเหตุผลทั้งของเขาและของเรา และควรใช้ความรู้สึกที่ได้มาจากประสบการณ์ในอดีตเป็นหลัก
ถ้ารู้ว่าทำอย่างไรไว้ไม่ดีในอดีตก็ต้องเลิกทำในปัจจุบันและอนาคต ถ้าสิ่งใดความรู้สึกจากประสบการณ์ในอดีตบอกเราว่าเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย
เราก็เอาความรู้นั้นมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คน
วิถีประชาธิปไตยประการที่
2 ให้ความสำคัญแก่เอกชนพร้อมๆ กับการเคารพมติมหาชน คือ เราต้องให้ความสำคัญแก่เอกชนพร้อมๆ
กับการเคารพมติมหาชน และทำตามมติมหาชน เพราะเอกชนรวมกันเป็นมหาชน
ถ้าเอกชนไม่มีความสุข มหาชนจะมีความสุขได้อย่างไร ในระบอบประชาธิปไตยมีเสียงคัดค้านได้ทุกเมื่อ
ถ้าคนส่วนใหญ่คัดค้านรัฐบาล ก็ต้องลาออกไป ไม่มีสิทธิห้ามการคัดค้าน
การดำเนินชีวิตประจำวัน ตามวิถีประชาธิปไตยเราต้องยอมรับว่า
ไม่มีทางที่จะให้ถูกใจคนทุกคน แต่ควรระวังอย่าให้ไม่ถูกใจคนส่วนใหญ่ก็แล้วกัน วิถีประชาธิปไตยประการที่
3 คือเราถือว่ารัฐเป็นเพียงเครื่องมือของประชาชน รัฐต้องรับใช้ประชาชน
ไม่ใช่รัฐเป็นนาย ประชาชนเป็นทาส วิถีประชาธิปไตย คือ วิถีทางของประชาชนผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
การพัฒนาจริยธรรมหรือทัศนคติหรือค่านิยม และหลักของความประพฤติในสังคมประชาธิปไตยจึงต้องสอดคล้องกับมติของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
วิถีประชาธิปไตยประการที่
4 การใช้ความสมัครใจเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่การบีบคั้นหรือบังคับเพราะการบีบคั้นน้ำใจกันทุกรูปแบบเป็นเผด็จการ
วิถีประชาธิปไตยประการที่
5 คือ การเคารพปฏิบัติตามกฎหมายและยึดหลักการของกฎหมาย และความเป็นธรรมในสังคม
เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เมื่อมีกฎหมายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
ถ้ากฎหมายไม่ดีไม่ทำให้สังคมมีความสุข ขาดความเป็นธรรม
ต้องหาทางยกเลิกกฎหมายเสียก่อน ไม่ใช่ปฏิบัติตามกฎหมายเฉยๆ อย่างนั้นเอง
ด้วยความไม่พอใจในสาระของกฎหมาย วิถีประชาธิปไตยประการที่
6 ถือว่า วิธีการ มีความสำคัญไม่น้อยกว่าผลสำเร็จ บั้นปลายของงานที่ทำ
ดังนั้นจะทำสิ่งใดไม่ใช่สักแต่ให้สำเร็จ จะใช้วิธีอย่างไรก็ได้อย่างนั้นไม่ใช่วิถีประชาธิปไตยถ้าวิธีการทำงานนั้นไร้ความเป็นธรรม
และไม่สมเหตุผล
ความสำเร็จหากจะมีก็ไม่ใช่สิ่งที่คนในวิถีประชาธิปไตยจะยกย่องนับถือ วิถีประชาธิปไตยประการที่
7 การให้โอกาสแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้สิทธิที่จะอภิปราย หรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัวประกอบ
หรือให้เขาออกความเห็นก่อนที่จะเรียกร้องให้เขาตกลงใจไม่ว่าในเรื่องใดๆ เพราะในโลกเสรีประชาธิปไตยนั้น
ความคิดเห็นของแต่ละคนมีความสำคัญทั้งนั้น ไม่ใช่จะรับฟังแต่ความคิดของผู้มีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียวก็เป็นการเพียงพอ
วิถีประชาธิปไตยประการที่
8 ได้แก่การเคารพในสิทธิอันเสมอภาคกันของมวลมนุษยชาติโดยต้องถือว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันฐานันดรศักดิ์
ชาติกำเนิด ตำแหน่งหรือฐานะ ทั้งในทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างใดก็ตามไม่ก่อให้เกิดอภิสิทธิ์แก่บุคคลใด
จนเป็นเหตุให้บุคคลนั้นเหนือผู้อื่น ตรงกันข้ามคนทุกคนต้องมีความเสมอภาคกัน อย่างน้อยที่สุดเสมอภาคในสิทธิขั้นมูลฐาน
ในฐานะที่เป็นมนุษยชาติด้วยกัน ในโลกของเผด็จการนั้น
บุคคลไม่มีทางที่จะเท่าเทียมกัน พวกพ้องของผู้มีอำนาจย่อมเป็นใหญ่และมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นเสมอ
นี่เองก็คือ ความแตกต่างกันระหว่างวิถีประชาธิปไตยกับวิถีทางแห่งเผด็จการ ประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน
โดยประชาชน และเพื่อประชาชนนั้น เป็นการเตือนให้รู้สึกตัวว่า
คุณภาพของประชาธิปไตยอยู่ที่คุณภาพของประชาชน คุณภาพของประชาธิปไตยวัดได้จากผู้ปกครอง
เมื่อประชาชนเป็นผู้ปกครอง บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยจะมีคุณภาพแค่ไหน ก็อยู่ที่คุณภาพของประชาชนเป็นสำคัญ
พระธรรมปิฎกได้นิยามประชาธิปไตยโดยให้ความสำคัญในแง่คุณภาพของประชาธิปไตยเป็นหลัก
โดยเน้นว่า ถ้าประชาชนมีคุณภาพดี
ประชาธิปไตยก็มีคุณภาพดีด้วย ถ้าประชาชนมีคุณภาพต่ำ ประชาธิปไตยก็จะเป็นประชาธิปไตยอย่างเลวด้วย
เพราะว่า คุณภาพของประชาธิปไตย ขึ้นต่อคุณภาพของประชาชน
แล้วคุณภาพของประชาชนขึ้นต่ออะไร ก็ขึ้นต่อการศึกษา เพราะการศึกษาจำเป็นต่อประชาธิปไตย
หรือพัฒนาประชาชนให้ทำหน้าที่หรือใช้อำนาจตัดสินใจอย่างได้ผลดี คือ ให้เสียงข้างมากที่จะใช้วินิจฉัย
เกิดจากการตัดสินใจของคนที่เป็นบัณฑิต หมายถึง คนดีมีสติปัญญาและให้การตัดสินใจของคนที่เกิดจากความต้องการที่มาประสานกับปัญญาที่รู้
และให้เลือกเอาสิ่งที่ถูกต้องดีงามจริงแท้
และเป็นประโยชน์แท้จริง ...เรียบเรียงจากบทความจากหนังสือความรู้คู่คุณธรรม
เขียนโดย นายภิญโญ สาธร บทความเรื่องความคิดทางการเมือง:ประชาธิปไตย
ตามแนวคิดพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) |
|
|