คุณธรรมคือหน้าที่
การช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ และการแบ่งปัน (หรือให้ทาน) นั้น
จัดว่าเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง และเมื่อพูดถึงคุณธรรมแล้ว
เรามักนึกว่าเป็นเรื่องสมัครใจ คือทำก็ดี ไม่ทำก็ไม่เป็นไร
ความคิดเช่นนี้เมื่อกล่าวโดยทั่วไปแล้วก็ถือว่าไม่ผิด แต่มีหลายกรณีที่เป็นข้อยกเว้น
เพราะในบางสถานการณ์หรือในบางสถานะ คุณธรรมคือหน้าที่เลยทีเดียว
สำหรับผู้ที่เป็นพ่อหรือแม่
คุณธรรมที่มีต่อลูก เช่น การเสียสละให้ลูกได้กินอิ่มนอนอุ่นนั้น ถือว่าเป็นหน้าที่
หาใช่เรื่องความสมัครใจไม่ ในทำนองเดียวกันการทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของครูต่อศิษย์
ในวัฒนธรรมไทย มีหลายสถานภาพที่มาพร้อมกับหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือเจือจานผู้อื่น
โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ "ต่ำ" กว่า เช่น
พี่กับน้อง ผู้ใหญ่กับผู้น้อย เจ้านายกับลูกน้อง เป็นต้น ในบางสถานการณ์ การช่วยเหลือก็ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ
ไม่ใช่แค่เรื่องสมัครใจเท่านั้น เช่น เมื่อเห็นคนกำลังจมน้ำ
คนที่อยู่บนบกจะถือว่าธุระไม่ใช่ ช่วยก็ได้ ไม่ช่วยก็ได้ หาได้ไม่
ในยามนั้นทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือคนที่กำลังจะจมน้ำตาย ถ้าไม่ทำย่อมถูกตำหนิ
ติเตียน
คุณธรรมที่ถือว่าเป็นหน้าที่นี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "หน้าที่ทางศีลธรรม" ทุกสังคมหรือทุกวัฒนธรรมย่อมกำหนดหน้าที่ทางศีลธรรมไว้สำหรับบุคคลอย่างน้อยก็เมื่ออยู่ในบางสถานะหรือในบางสถานการณ์
หน้าที่ทางศีลธรรมต่างจากหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะไม่มีการตราเป็นข้อบังคับหรือลายลักษณ์อักษร
แต่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ผู้ที่ละเมิดหรือละเลย แม้จะไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย
แต่ก็ถูกตำหนิ ติเตียนจากสังคม หรือถึงกับไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย
ชุมชนแบบหมู่บ้านในอดีต คนรวยมีหน้าที่ทางศีลธรรมที่จะต้องช่วยเหลือคนจน
และถ้ามีแขกแปลกหน้ามาขออาหาร เจ้าบ้านมีหน้าที่หาข้าวหาน้ำมาให้
หากไม่ทำย่อมถูกตำหนิติเตียนว่าไร้น้ำใจ จะอ้างว่านี่เป็นเรื่องสมัครใจหาได้ไม่
ในสังคมสมัยใหม่แม้ขนบธรรมเนียมหลายอย่างจะเปลี่ยนไป
และแม้ผู้คนจะอยู่อย่างตัวใครตัวมันมากขึ้น แต่ความเชื่อว่าคุณธรรมเป็นหน้าที่ก็ยังไม่หมดไป
อย่างน้อยก็ยังถือว่าเป็นพันธะที่ติดมากับสถานภาพบางอย่าง ในอเมริกาหรือยุโรปซึ่งแม้จะเป็นสังคมทุนนิยมเต็มที่
ก็ยังมีคติความเชื่ออยู่ว่าคนรวยต้องบริจาคทรัพย์เพื่อส่วนรวม การเสียภาษีนั้นเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย
แต่แค่นั้นยังไม่พอ ต้องรู้จักนำทรัพย์สมบัติมาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมด้วย
เช่น บริจาคเงินนับล้านๆ ให้แก่โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หอสมุด พิพิธภัณฑ์
อุดหนุนการวิจัย หรือช่วยเหลือคนยากจน
หน้าที่ทางศีลธรรมดังกล่าวยังครอบคลุมถึงผู้ที่เป็นบุคคลสาธารณะ หรือ
"คนดัง" ที่มีฐานะ เช่น ดารา
นักแสดง นักกีฬา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเกิดมหันตภัยสึนามิ
คนดังทั้งหลายในอเมริกาและยุโรป
จึงพากันบริจาคเงินก้อนโตเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย คนเหล่านี้อาจไม่ใช่คนมีคุณธรรมมาก
แต่เขารู้ดีว่าในสถานภาพปัจจุบันเขามีหน้าที่ทางศีลธรรมที่จะต้องช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างสมควรแก่ฐานะ
ถ้าเขาไม่ทำเขาจะถูกตำหนิติเตียน และนั่นอาจหมายถึงการสูญเสียรายได้มหาศาลจากค่าโฆษณา
เพราะเจ้าของสินค้าอาจไม่จ้างเขาเป็นพรีเซนเตอร์เนื่องจากมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีควรกล่าวเพิ่มเติมตรงนี้ด้วยว่า
แม้ไม่ใช่คนรวย แต่หากเป็นบุคคลสาธารณะด้านอื่นๆ เช่น เป็นนักการเมือง ข้าราชการ ก็มีหน้าที่ทางศีลธรรมเช่นกัน
แต่สิ่งที่สังคมคาดหวังมิใช่การบริจาคทรัพย์ หากได้แก่การประพฤติตัวให้ถูกทำนองคลองธรรม
เช่น มีผัวเดียวเมียเดียว ไม่ใช้เส้นในตำแหน่งหน้าที่ ไม่เหยียดผิว
หรือลวนลามผู้หญิง สำหรับสังคมไทยนั้นแม้ความเชื่อว่าคนรวยมีหน้าที่ช่วยเหลือคนจนจะเสื่อมคลายลง
เพราะสำนึกในความเป็นชุมชนเดียวกันจางหายไปมากแล้ว แต่ความเชื่อเรื่องหน้าที่ทางศีลธรรมยังมีอยู่
ความเชื่อดังกล่าวทำให้ภราดร ศรีชาพันธุ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงหลังจากมีข่าวว่าบริจาคเงินช่วยผู้ประสบภัยสึนามิเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท
ในขณะที่ภราดรและครอบครัวอาจคิดว่าการบริจาคเงินเป็นเรื่องสมัครใจ จะให้เท่าไรก็สุดแท้แต่ความพอใจ
แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าโดยสถานภาพของภราดรในปัจจุบันเขามีพันธะหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือมากกว่านั้น
ปัญหาเกิดขึ้นเพราะภราดรไม่รู้ว่าตนอยู่ในสถานภาพอะไร หรือพูดให้ถูกต้องคือไม่รู้ว่าตนมีพันธะหน้าที่อะไรบ้างที่ติดมาพร้อมกับสถานภาพดังกล่าว
กรณีของภราดรอาจเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าความเชื่อเรื่องคุณธรรมในสังคมไทยกำลังเจือจางลงมาก
จนเกิดความเข้าใจไปว่าคุณธรรมเป็นเรื่องสมัครใจล้วนๆ หรือเป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพันธะหน้าที่หรือสำนึกต่อส่วนรวม
น่าเป็นห่วงว่าหากความคิดเช่นนี้แพร่หลายไปกว้างขวาง สังคมไทยจะอยู่อย่างตัวใครตัวมันกันมากขึ้น
และตกอยู่ในภาวะล้าหลังทางคุณธรรมยิ่งกว่าสังคมอเมริกันหรือยุโรป ซึ่งยังมีความเชื่อในเรื่องหน้าที่ทางศีลธรรมอยู่อย่างเข้มแข็ง
(แม้จะมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเกี่ยวข้องอยู่มากก็ตาม)สำนึกเรื่องหน้าที่ทางศีลธรรมเป็นสิ่งที่ต้องตอกย้ำกันให้มากขึ้นในสังคมไทย
แต่ก็ต้องทำอย่างมีสติและเมตตา ไม่ติดยึดแค่รูปแบบหรืออากัปกิริยาภายนอกเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วคุณธรรมหรือศีลธรรมอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายผู้คนแทนที่จะส่งเสริมให้เกิดชีวิตที่ดีงาม
เช่น ถ้าใครไม่ปฏิบัติตนตามกรอบคุณธรรมที่วางเอาไว้ ก็รุมตำหนิอย่างรุนแรงไร้เมตตา
(ดังที่ภราดรประสบ) หรือถึงกับทำร้ายจนเสียผู้เสียคน ทั้งๆ ที่เขามีคุณงามความดีมากมาย
(ดังกรณี "ไอ้ฟัก" ในนิยายเรื่องคำพิพากษา) เมตตาธรรมและขันติธรรมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้เรียกร้องคุณธรรมจากผู้อื่น
ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องระวังผู้ที่ใช้ศีลธรรมเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเอง
เช่น สร้างภาพว่าตนเองเป็นคนมีคุณธรรม หรือใช้คุณธรรมบางข้อเป็นเครื่องปกปิดความผิดที่ร้ายแรง
การบริจาคเงินนั้นเป็นของดีที่น่าอนุโมทนา แต่คนที่บริจาคเงินมากๆ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนดีเสมอไป
ในสังคมที่เชิดชูคุณธรรมมักมีคนที่ชอบทำบุญเอาหน้าทั้งๆ ที่เบื้องหลังนั้นสกปรก เราจึงไม่ควรชื่นชมใครเพียงเพราะเขาขยันบริจาคเงินเท่านั้น
หากควรดูพฤติกรรมอื่นๆ ประกอบด้วย ค่านิยมที่ยกย่องเชิดชูคนทำบุญเอาหน้า ไม่เพียงแต่จะเปิดโอกาสให้คนชั่วขึ้นมามีหน้ามีตาในสังคมเท่านั้น
หากยังจะบีบคั้นให้คนยากจนต้องเป็นหนี้สินหนักขึ้นเพื่อจะได้มีเงินมาทำบุญมากๆ หรือหมดเนื้อหมดตัวไปกับงานบวชและงานศพเพียงเพื่อจะได้ไม่น้อยหน้าคนอื่นเขา
คุณธรรมนั้นมีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความผาสุกในสังคม ขออย่าให้กลายมาเป็นเครื่องมือทำร้ายผู้คนหรือสร้างภาพให้แก่พาลชน
สนับสนุนข้อคิดนานาสาระโดย:
พระไพศาล วิสาโล